ตอบกระทู้ 
Rating Thread Options
การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน
02-16-2013, 03:42 PM (แก้ไขล่าสุด: 02-16-2013 04:17 PM โดย Home.)
Post: #1
การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน
คุณสมบัติของบริษัทที่ดี

1. ควรเป็นบริษัทที่มีแบรนด์แข็งแกร่ง (เราจะมาวิเคราะห์จากอัตราการทำกำไรขั้นต้นกันครับ)

2. ควรมีอัตราการทำกำไรสม่ำเสมอในระยะยาว (เราจะมาวิเคราะห์ด้วยการใช้อัตราส่วนกำไรต่อหุ้น และความถูกแพงของหุ้นกันครับ)

3. ควรมีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นสูง (เราจะวิเคราะห์ด้วยอัตราส่วน ROE)

4. ควรมีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ในระดับที่ดี (วิเคราะห์ด้วย ROA)

5. เป็นบริษัทที่ลงทุนในสิ่งที่ตนเองถนัด

6. เป็นบริษัทที่มีอำนาจการต่อรองกับลูกค้าได้สูง

7. เป็นบริษัทที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมากในอนาคต

8. เป็นบริษัทที่มีการบริหารจัดการภายในที่ดี (วิเคราะห์ได้ด้วยอัตราการใช้จ่ายภายในสำหรับการบริหารจัดการ)

9. เป็นบริษัทที่มีผู้บริหารที่ซื่อสัตย์ และมีคุณภาพ

อันดับแรกเรามาดูอัตราส่วนการทำกำไรต่อหุ้น หรือ EPS

บริษัทที่มีอัตราส่วนการทำกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ดีควรมีความต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ลองดูตัวอย่าง EPS ของบริษัทเหล่านี้ดู แล้วแยกประเภทของบริษัทกันครับ

บริษัท ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 ปีที่ 4 ปีที่ 5

A 1.0 1.0 1.0 1.0 1.0

B 1.0 1.5 2.0 1.5 1.0

C 0.5 1.0 1.5 2.0 2.5

จะเห็นได้ว่าบริษัท A มี EPS ค่อนข้างคงที่ แบบนี้หมายความว่าบริษัทนี้ไม่ได้ทำการขยายงานออกไป มีแต่เก็บกำไรจากแนวทางการทำธุรกิจเดิมๆ ถือได้ว่าบริษัทนี้เป็น "หุ้นปันผล"

บริษัท B มีอัตราการทำกำไรไม่คงที่ ขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่นอน พอไปตรวจสอบพบว่า สาเหตุของการขึ้นๆ ลงๆ ของกำไรมาจากความเป็นวัฏจักรของกิจการ ถือได้ว่าบริษัทนี้เป็น "หุ้นวัฏจักร"

บริษัท C มีอัตราการทำกำไรเพิ่มขึ้นทุกปี (เพิ่มในสัดส่วนคงที่) และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ บริษัทแบบนี้ถือได้ว่าเป็น "หุ้นโตไว"

EPS สามารถบอกเราได้คร่าวๆว่า

1. บริษัทที่มี EPS เติบโตสม่ำเสมอในระยะยาว บ่งบอกว่าบริษัทมีการขายหรือบริการ
ในสินค้าที่ไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น มักจะมีค่าใช้จ่ายสูง
คือ สร้างรายได้จากสินค้าหรือบริการที่ตนเองถนัดนั่นเอง

2. มองได้อีกอย่างนึง บริษัทที่มี EPS สับสน(ขึ้นๆลงๆ) อาจจะเป็นบริษัทที่ดี มีอำนาจต่อรองต่อลูกค้าสูง
เพียงแต่ว่า สินค้าเป็น Commodity ซึ่งมีต้นทุนเคลื่อนไหวตามตลาดโลก

ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงบริษัทที่มี EPS สับสน เพราะบริษัทเหล่านี้มักจะมีภูมิคุ้มกันต่อภาวะเศรษฐกิจต่ำ

ในส่วนของการมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง เราจะมีเคราะห์จากอัตราการทำกำไรขั้นต้น หรือ Gross Profit Margin กันครับ

อัตรากำไรขั้นต้น หรือ Gross Profit Margin ขอเรียกสั้นๆ ว่า GPM
มาจาก กำไรขั้นต้น/รายได้ .....ดังนั้นจึงมีหน่วยเป็น %

กำไรขั้นต้นมาจาก รายได้-ต้นทุนขาย
ซึ่งต้นทุนขายเหล่านั้นมาจากตัวสินค้าเพียวๆ...ไม่เกี่ยวกับค่าผู้บริหารหรือค่าโฆษณ​า

GPM บ่งบอกอะไรได้บ้าง?
1. บริษัทที่จะมีความได้เปรียบในระยะยาว มักจะมีอัตรากำไรขั้นต้นสูงพอควร ไม่จำเป้นต้องเพิ่มขึ้นแต่ต้องสม่ำเสมอทุกปี
เพราะนั่นหมายความว่า บริษัทมีอำนาจต่อรองกับลูกค้าได้สูง

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น
1. เวลาเราไป 7-11 เราจะไม่ไปต่อรองราคากับพนักงาน
2. เวลาเราจะดมยาสลบเพื่อฝ่าตัดที่โรงพยาบาล เราจะไม่ต่อรองกับหมอว่า "ขอดมแค่ครึ่งเดียวพอ..หมอรีบๆผ่าละกัน"

จะเห็นว่า %GPM ที่ค่อนข้างจะสูงและเสถียรนี้
แสดงความสามารถในการต่อรองกับลูกค้าที่สูง

เมื่อดูบริษัทที่ราคาไม่ไปไหนใน 10 ปี จะเห็นว่ามี GPM ที่สับสน ซึ่ง VI ควรหลีกเลี่ยงบริษัทเหล่านี้

ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในการขาย หรือ SG&A to Sell คือ ค่าโฆษณา ค่าจ้างผู้บริหาร ค่าโบนัสสำหรับดึงตัวผู้บริหารจากที่อื่น

ถ้าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานในการขายเพิ่มสูงขึ้นทุกปี จะเป็นตัวบ่งบอกว่าบริษัทนี้อาจมีการทำโฆษณาประชาสัมพันธ์เป็นเงินจำนวนมาก ซึ่งความหมายทางอ้อมก็คือ บริษัทมีแบรนด์ที่อ่อนแอ ทำให้ต้องหมั่นโฆษณาเป็นประจำ หรืออาจหมายถึง ค่าใช้จ่ายในการขึ้นเงินเดือนผู้บริหารสูงมากๆ ก็จะหมายถึง บริษัทต้องพึ่งพาผู้บริหารเก่งๆ ต้องรั้งตัวพนักงานเอาไว้ หากขาดผู้บริหารคนนี้ หรือพนักงานกลุ่มนี้ บริษัทอาจเสียหายล้มตายไปได้ แบบนี้ไม่ค่อยดีครับ ลองดูตัวอย่างเดิมสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานขาย

บริษัท ปีที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 ปีที่ 4 ปีที่ 5

A 1.0 1.0 1.0 1.0 1.0

B 1.0 1.5 2.0 1.5 1.0

C 2.5 2.0 1.5 1.0 1.0

จะเห็นว่าบริษัท A มีค่าใช้จ่ายในการบริหารคงที่แสดงว่ามีแบรนด์ที่่ติดตลาดแล้ว ส่วนบริษัท B มีค่าใช้จ่ายขึ้นๆ ลงๆ ไม่แน่นอน ควรหลีกเลี่ยงครับ และบริษัท C มีค่าใช้จ่ายลดลงทุกปี อาจเป็นไปได้ว่าในปีหลังๆ สินค้าติดตลาดแล้วจึงทำให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไม่เพิ่มขึ้นครับ
อ้างถึงข้อความนี้ในการตอบกระทู้
02-16-2013, 04:46 PM (แก้ไขล่าสุด: 02-16-2013 05:01 PM โดย Home.)
Post: #2
RE: การวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน
ตัวต่อไปครับ... ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยต่อกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี

ค่านี้ยิ่งน้อยยิ่งดี เพราะหากค่าใช้จ่ายตัวนี้น้อย หมายความว่า บริษัทมีการจ่ายดอกเบี้ยไม่มาก หรืออาจใช้เงินกู้น้อย และหมายรวมถึงการจ่ายภาษีน้อย ซึ่งอาจเป็นเพราะได้รับการยกเว้นภาษีบางประการ ถ้าอยากทราบรายละเอียดว่าการยกเว้นภาษีนั้นจะยาวนานแค่ไหน และมีโอกาสที่จะมีการต่อสิทธิในการยกเว้นภาษีหรือไม่ คงต้องเข้าไปศึกษาเชิงเจาะลึกกันต่อครับ

อัตรากำไรสุทธิ หรือ Net Profit Margin (NPM)

บ.ที่มี NPM ใน% ที่สูงและสม่ำเสมอ หมายความว่า ธรรมชาติของธุรกิจที่บริษัทนั้นทำ..มีความสามารถในการแข่งขันสูง

อาจจะมีบางบริษัทที่เกิดการ "ป่องหรือยุบ" ของ NPM ให้กลับไปดูรายได้การขายหรือ Revenue ว่าปกติหรือไม่ ถ้าปกติ...ให้คาดเดาไปก่อนเลยว่ามาจากกำไรพิเศษแน่นอน

ถ้าเป็น "กำไรพิเศษ" โอกาสที่จะมีกำไรในลักษณะเดิมนั้นค่อนข้างจะยาก กำไรพิเศษอาจมาจากการขายกิจการบางส่วนออกไป หรือขายสินทรัพย์ที่มีอยู่เพื่อนำเงินมาทำตามวัตถุประสงค์บางอย่างที่บริษัทต้องการใ​ช้ ซึ่งโอกาสจะเกิดกำไรแบบนี้ค่อนข้างจะน้อยในอนาคต ต้องระวังอย่าหลงผิดคิดไปว่าบริษัทนี้จะกลายเป็นหุ้นโตไว ทำให้เราประเมินมูลค่าผิดพลาด และเข้าไปถือหุ้นในราคาที่สูงกว่าที่ควรจะเป็นครับ

หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน คือ?? หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ย/ส่วนของผู้ถือหุ้น

บ.ที่มีความได้เปรียบยั่งยืน ไม่ต้องการมีหนี้หรือต้องการกู้น้อยมาก เพราะบริํษัทเหล่านีทำกำไรได้มหาศาลและมีการเพิ่มกำไรสะสมเอาไว้ เมื่อต้องการจะขยายงานจะใช้กำไรนั้น..ไม่ต้องไปออกหุ้นกู้
หรือเพิ่มทุนหุ้น...การเพิ่มทุน..เราไม่ชอบ...เพราะ..เขามาขอเงินเราเพิ่ม

ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงบริษัทที่โตได้ด้วยหนี้ เพราะนอกจากเขาจะต้องกู้เงินมาดำเนินงานแล้ว เขายังมีโอกาสเพิ่มทุนเพื่อขอเงินเราเพิ่มอีกด้วย

หลายบริษัทมีวิธีการขยายงานที่น่าสนใจโดยไม่ต้องสร้างภาระการก่อหนี้สินให้รุงรัง ยกตัวอย่างเช่น บริษัทอาจมีผลการดำเนินงานที่ดี โดดเด่น มีแบรนด์ที่เป็นเจ้าตลาด ทำให้อัตราส่วนของกำไรขั้นต้นสูงมากๆ และสามารถผลิตกระแสเงินสดได้เร็ว บางบริษัทสามารถผลิตกระแสเงินสดได้ก่อนลงทุนจริงๆ เสียด้วยซ้ำ หรือบริษัทที่เกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง สามารถออกกองทุนสิทธิการเช่าได้ หรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ทำให้สามารถผลิตเม็ดเงินได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อการขยายงานลงทุน โดยไม่ต้องมาออกหุ้นเพิ่มทุนให้เป็นภาระกับนักลงทุนครับ

ROA หรือ ผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ คือ กำไรสุทธิ/สินทรัพย์

อัตราส่วนนี้ยิ่งมีมากและเพิ่มขึ้นยิ่งดี เพราะหมายความว่า..บมจ.สามารถสร้างกำไร จากเครื่องจักร,ที่ดิน หรือสินทรัพย์ที่มีค่าเสื่อมราคาใดๆ ได้ดีขึ้นไม่มีความจำเป็นต้องหาเครื่องจักรหรือที่ดินมาเพิ่ม

ข้อควรระวัง

ROA ที่สูงมากๆจะเป้นตัวเชื้อเชิญให้คู่แข่งเข้าสู่ตลาดมาเพื่อแย่ง Market Share.....เพราะอะไร???

ดูตัวอย่างที่ บริษัทผู้ผลิตกระเบื้องรายใหญ่ และมีตัวแทนจำหน่ายทั่วทุกภาค ด้วย ROA ถึง 46% หมายความว่า ถ้ามีเศรษฐีคนนึง เห็นว่า แค่มีสินทรัพย์ที่เป็นโรงงานหรือมีสาขามากๆ เหมือนบริษัทนี้ก็สามารถหาผลตอบแทน 40% เขาจะเข้ามาทำธุรกิจ

ROA ที่เหมาะสมควรอยู่ระหว่าง 15 - 30 % เพราะหากสูงมากก็จะดึงดูดให้คนอยากเข้ามาทำธุรกิจ จะกลายเป็นหุ้นวัฏจักรในที่สุด แต่ถ้าต่ำมากเกินไปก็หมายถึงความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดจากสินทรัพย์ที่มีน้อยจ​นไม่น่าสนใจนั่นเองครับ
อ้างถึงข้อความนี้ในการตอบกระทู้
ตอบกระทู้ 


ไปยังหัวข้อ:


ผู้ที่กำลังดูกระทู้นี้:
1 ผู้เยี่ยมชม


Archive เวลาขณะนี้: 11-27-2014, 10:52 PM